Popular Posts

Tuesday, April 30, 2013

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS มีวิธีการรักษาอย่างไร


โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS มีวิธีการรักษาอย่างไร
 
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (เดลินิวส์)โดย : ดร.นพ.จรุงไทย เดชเทวพร
 
จากชื่อโรคข้างต้น เชื่อว่าหลายคนคงไม่คุ้นกับชื่อโรคนี้มาก่อน แต่เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน มีการปรากฏชื่อโรคนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์ และก็มีการถามไถ่กันมาพอสมควรว่าโรคดังกล่าวนี้คืออะไร ..ฉะนั้น ตามไปดูกันว่าลักษณะของโรคนี้เป็นอย่างไรบ้าง
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอสคืออะไร
 
 คำว่า ALS ย่อมาจาก Amyotrophic Lateral Sclerosis โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอส ไม่ใช่โรคของกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง แล้วส่งผลทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงเนื่องจากขาดเซลล์ประสาทนำคำสั่งมาควบคุม ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีอยู่ในไขสันหลังและสมอง โดยที่เซลล์
 
ประสาทนำคำสั่งเหล่านี้ค่อยๆ เกิดการเสื่อมและตายไปในที่สุด และเนื่องจาก โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอสเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของ เซลล์ประสาทนำคำสั่ง จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “โรคของเซลล์ประสาทนำคำสั่ง (motor neuron disease; MND) หรือ โรคเซลล์ประสาทนำคำสั่งเสื่อม” ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะรู้จักโรคนี้ในชื่อของโรค ลู-เก-ริก (Lou Gehrig Disease) ซึ่งตั้งชื่อโรคตามชื่อนักเบสบอลที่มีชื่อเสียงที่เป็นโรคนี้ในปี ค.ศ. 1930
 
สาเหตุของ โรคกล้ามเนื้ออ่อน แรงเอแอลเอส
 
 ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดเซลล์ประสาทนำคำสั่งจึงเกิดการเสื่อมโดยสมมุติฐานเชื่อว่า โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส เกิดจากหลายเหตุปัจจัยก่อให้เกิดโรคร่วมกัน ได้แก่ การมีปัจจัยบางอย่างทางพันธุกรรมซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดที่ทำให้เซลล์ประสาทนำ คำสั่งมีโอกาสเสื่อมได้ง่ายกว่าบุคคลอื่น มีปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนของสารพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง สารโลหะหนัก รังสีหรือการติดเชื้อไวรัสบางชนิดมาช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้เซลล์ประสาทนำคำ สั่งเกิดการทำงานผิดปกติ ร่วมกับอายุที่สูงขึ้นตามกาลเวลาทำให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ อันเนื่องมาจากแบตเตอรี่ที่คอยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ที่เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย (mitochondria) มีความผิดปกติ แต่สมมุติฐานเหล่านี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ที่แน่ชัด
 
ใครบ้างที่มีโอกาสเกิด โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอส
   ข้อมูลในประเทศสหราชอาณาจักรพบประชากรทุกๆ 100,000 คน เป็นโรคเอแอลเอส ประมาณ 2 คนต่อปี อายุเฉลี่ยที่เกิดขึ้นของโรคอยู่ระหว่าง 60-65 ปี ดังนั้นโอกาสที่จะพบโรคเอแอลเอส ในคนอายุมากจึงมีมากกว่าในคนอายุน้อย โดยทั่วไปแล้วมักพบโรคเอแอลเอส ได้บ่อยประมาณ 1.5 เท่าของเพศหญิง และประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยเอแอลเอส จะไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่แน่ชัดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่ไม่มีประวัติครอบครัวที่ชัดเจน จึงมีโอกาสเสี่ยงน้อยมากที่จะเกิดโรคในรุ่นลูกรุ่นหลาน นอกจากนี้ยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่านักกีฬามีโอกาสเสี่ยงต่อการ เกิดโรคนี้ได้มากกว่าอาชีพอื่นๆ
 
อาการและการดำเนินของโรคเอแอลเอส เป็นอย่างไร
 เริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของมือ แขน ขา หรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อน เช่น ยกแขนไม่ขึ้นเหนือศีรษะ กำมือถือของไม่ได้ ข้อมือหรือข้อเท้าตก เดินแล้วหกล้มบ่อยหรือสะดุดบ่อย ขึ้นบันไดลำบาก ลุกนั่งลำบาก เป็นต้น อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงจะค่อยๆ เป็นมากขึ้นจนลามไปทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงของแขนหรือขาทั้งสองข้างตั้งแต่ต้น นอกจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงแล้วยังพบว่ามีกล้ามเนื้อลีบร่วมกับกล้ามเนื้อ เต้นร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วยมือลีบหรือขาลีบ พูดไม่ชัด พูดเหมือนลิ้นแข็ง ลิ้นลีบ เวลากลืนน้ำหรืออาหารแล้ว จะสำลัก

ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์ครั้งแรกด้วยกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรง ทำให้เหนื่อยง่ายโดยเฉพาะเวลานอนราบหรือมีอาการต้องตื่นกลางดึก เพราะมีอาการเหนื่อย แต่เนื่องจากอาการของโรคเอแอลเอส คล้ายกับโรคอื่น ทำให้ผู้ป่วยเอแอลเอสในช่วงต้นได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น โดยทั่วไปเมื่ออาการเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการกล้ามเนื้อของแขนขาอ่อนแรงและลีบ อาการที่แย่ลง และมีอาการร่วมกับกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูด การกลืนอ่อนแรง จนต้องใช้ท่อให้อาหารทางสายยางผ่านทางจมูกหรือทางหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหายใจอ่อนแรงจนกระทั่งต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคเอแอลเอส ให้หายขาด และร้อยละ 50 ของผู้ป่วย  เอแอลเอส โดยเฉลี่ยจะเสียชีวิตหลังจากมีอาการในระยะเวลาประมาณ 2 ปี สาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดจากระบบหายใจล้มเหลวและการติดเชื้อในปอดอัน เนื่องมาจากการสำลัก
 
การวินิจฉัย โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง เอแอลเอส ทำได้อย่างไร       
 
     เนื่องจากโรคเอแอลเอส เป็นโรคที่รักษาไม่หาย การวินิจฉัยโรคเอแอลเอสจึงมีความสำคัญและจะต้องกระทำโดยแพทย์อายุรกรรมสาขา ประสาทวิทยาที่มีประสบการณ์โดยอาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกายและการสืบค้นทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคเอแอลเอส คือการตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยคลื่นไฟฟ้าหรือ อีเอ็มจี
เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร
 
       เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นแล้ว การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบประคับประคอง และให้กำลังใจที่ดีจากผู้ดูแลและครอบ ครัว จะช่วยให้ผู้ป่วยไม่ท้อแท้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งในอนาคตอาจจะมีวิวัฒนาการรักษาโรค ให้ดีขึ้นได้เหมือนกับโรคทางระบบประสาทชนิดอื่น ๆ
ส่วนยาในปัจจุบันที่มีการยอมรับในวงการแพทย์ ช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้มีเพียงยา Riluzole (Rilutekา) โดยมีฤทธิ์ในการยับยั้งสารกลูตาเมต ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งซึ่งถ้ามีมากเกินไปจะทำให้เกิดการตายของ เซลล์ และยังไม่มีหลักฐานทางการวิจัยที่แสดงถึงประโยชน์ ในการรักษาโรคเอแอลเอสด้วยยากลุ่มอื่นๆ รวมทั้งการใช้สเต็มเซลล์
 
นอกเหนือจากการใช้ยาแล้ว การรักษาแบบประคับประคอง ก็มีความสำคัญมากเพื่อผลดีต่อสุขภาพในภาพรวม เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำกิจกรรมและการทำกายภาพบำบัดกล้ามเนื้อส่วนที่อ่อนแรง เพื่อป้องกันการ ลีบที่เกิดจากภาวะที่กล้ามเนื้อไม่ได้ใช้งานนานๆ และป้องการการติดของข้อ การรับประทานอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าผู้ป่วยมีปัญหานอนราบไม่ได้ หรือเหนื่อยเนื่องจากกล้ามเนื้อกระบังลมอ่อนแรง การใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดไม่ใส่ท่อช่วยหายใจที่บ้าน ก็จะทำให้ผู้ป่วยนอนได้ไม่เหนื่อย มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง

โรคไทรอยด์ เกิดจากอะไร


โรคไทรอยด์ เกิดจากอะไร
 
     ไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ ส่งผลเสียอย่างร้ายกาจทีเดียวหากมันทำงานผิดปกติ ซึ่งต่อมไทรอยด์นี้มีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งควบคุมการทำงานของอวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย เมื่อต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ จึงส่งผลให้ทุกระบบปรวนแปร ทั้งร่างกาย จิตใจ และสมอง โดยเฉพาะต่อประสาทการทำงานอัตโนมัติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้


โรคไทรอยด์มากกว่าครึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน (หรือเม็ดเลือดขาวในกระแสเลือด หรืออิมมูนซิสเต็ม) ซึ่งโรคนี้ผู้ป่วยมีความเจ็บป่วยรุนแรงไม่เท่ากัน การรักษาจึงทำได้ในระดับที่ควบคุมให้ภาวะของโรคนั้นเบาลง หรือทำให้โรคสงบ และทำให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติมากที่สุด ซึ่งการรักษาในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะให้กินยาต่อเนื่องในระยะยาว ในขณะที่วงการแพทย์ยังพยายามหาทางแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุต่อไป

สาเหตุที่มาจากพันธุกรรมและไวรัส เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมดูแลได้ แต่สำหรับความเครียด และภูมิคุ้มกันนั้น เป็นเรื่องที่เราสามารถดูแลป้องกันตัวเองได้ โดยธรรมชาติ เวลาคนเราเครียด ร่างกายจะมีกลไกที่ทำให้ฮอร์โมนหลั่งออกมาจากส่วนต่างๆ เพื่อช่วยให้มีพละกำลัง มีความสามารถ หรือมีอะไรบางอย่างที่มากกว่าภาวะปกติ มาขับดันตัวเราให้เอาชนะความกดดันนั้นไปได้ และผลจากการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการในร่างกายนั้นมีมากมาย โดยเฉพาะในต่อมไร้ท่อ ไม่ว่าจะเป็นต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง รวมทั้งในระดับเซลล์ ระดับอวัยวะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของร่างกายตามมา ที่สำคัญคุณหมอยังเล่าให้ฟังถึงผลการวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าความเครียดมีส่วนไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันตนเองที่อาจจะไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ทำให้เกิดเป็นโรคนี้ขึ้นมา

ต่อมไทรอยด์เป็นต่อมไร้ท่อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีรูปร่างคล้ายปีกผีเสื้ออยู่บริเวณหลอดลมใต้กล่องเสียง มีหน้าที่สร้างไทรอยด์ฮาร์โมน ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของร่างกาย โดยมีผลต่อการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ต่อมไทรอยด์เป็นพิษคืออะไร
ภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮาร์โมนออกมามากกว่าปกติ เป็นผลทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากเกินไปส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ และอาจพบอาการผิดปกติทางตาร่วมด้วย โดยมีอาการตาแห้งระคายเคือง ตาแดงมองเห็นภาพซ้อน มีการบวมรอบหนังตา ตาโปน (เฉพาะในรายที่มีอาการทางตามาก) นอกจากนั้นผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการผิดปกติทางผิวหนัง โดยผิวหนังจะนูนบวม พบบ่อยบริเวณหน้าแข้ง อาการของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

-ใจสั่น รู้สึกหัวใจเต้นเร็วและแรง หากมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ
-เหนื่อยง่ายกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น บริเวณต้นแขน ต้นขา
-หิวบ่อย รับประทานอาหารจุ แต่กลับมีน้ำหนักลดลง ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก

-เครียด กังวล หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ นอนไม่หลับ มือสั่น ต่อมไทรอยด์โต สาเหตุการเกิดโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนของโรคนี้ แต่อาจมีสาเหตุทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมร่วมด้วย สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคเกรฟ (Graves’ disease) จะมีอาการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย มีการสร้างสารซึ่งกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ ทำให้สร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดอาการของโรค การวินิจฉัยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

จากลักษณะอาการทางร่างกายและการตรวจเลือดพบระดับไทรอยด์ฮอร์โมนสูง การรักษาโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ  1.การรักษาโดยการรับประทานยา เพื่อลดการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ มักเลือกรักษาผู้ป่วยเด็ก สตรีตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง ระยะเวลาในการรักษา 2ปี ผู้ป่วยควรได้รับการเจาะเลือดและตรวจเป็นระยะเวลาห่าง 2-3เดือน การหายขาดร้อยละ 30-50ผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้แก่ ผื่นคัน รสขม คลื่นไส้ และภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งจะแสดงอาการโดยมีการติดเชื้อ ผู้ป่วยมักมีไข้สูงและเจ็บคอ

มากมักเกิดในช่วง 3เดือนแรกหลังรับประทานยา ภาวะนี้พบน้อยมากหากมีอาการดังกล่าวให้หยุดยาและรีบมาพบแพทย์  2.การรักษาโดยการกลืนน้ำแร่ มักเลือกรักษาในผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจ ในกรณีที่ผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำ ห้ามให้น้ำแร่รังสีในสตรีมีครรภ์ เมื่อผู้ป่วยทานน้ำแร่เข้าไปรังสีจะไปทำลายเนื้อต่อมไทรอยด์มีผลทำให้การสร้างฮอร์โมนน้อยลง หลังการรักษาผู้ป่วยควรคุมกำเนิดในช่วง 6เดือน การรักษาโดยการทานน้ำแร่มักทำเพียงครั้งเดียวหายขาด ผลข้างเคียงที่อาจพบ คือมีโอกาสเกิดภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนถาวรสูง จากการที่ต่อมไทรอยด์ถูกทำลายมากกว่าปกติ ซึ่งหากพบภาวะนี้ผู้ป่วยต้องทานยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต  3.การผ่าตัด การรักษาโดยวิธีนี้มีโอกาสหายสูง อาการดีขึ้นเร็ว ผู้ป่วยจะต้องมีความพร้อมทางร่างกายก่อนการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การผ่าตัดอาจทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล่องเสียง ทำให้เสียงแหบได้ การผ่าตัดโดยศัลยแพทย์ผู้ชำนาญจะทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อยลง

โรคสะเก็ดเงินมีอาการอย่างไร


โรคสะเก็ดเงินมีอาการอย่างไร
 
     สำหรับหลายๆคนแล้ว โรคสะเก็ดเงิน (เรื้อนกวาง) นั้นเป็นชื่อของโรคๆหนึ่งที่เราไม่ค่อยจะสนใจกับมัน และผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลยเกี่ยวกับโรคนี้ ผลร้ายแรงที่จะตามมาและความตึงเครียดทางด้านจิตใจ สำหรับ 3 % ของประชากรที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน การเรียนรู้และความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ถือว่าเข้าขั้นวิกฤตนับตั้งแต่วันแรกที่เขารู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติหรือสังเกตว่ามีผื่นหรือรอยแดงอยู่บนร่างกายของเขา

ผลต่อหนังศีรษะ ใบหน้า แขน นิ้ว มือ หลัง และบริเวณฝ่าเท้า ทำให้โรคสะเก็ดเงินนั้นเป็นหนึ่งในโรคที่ยากต่อการที่จะจัดการกับมัน การขาดความตื่นตัวต่อโรคนี้และผู้คนที่เป็นโรคนี้มักจะไม่เปิดเผยตัวเองและมีผลต่อจิตใจที่นำทางให้เขาก้าวไปสู่ถนนที่ไม่มีทางกลับ มีผู้คนในวงการสุขภาพไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถตัดสินและเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับคนไข้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินอย่างสมเหตุสมผล
โดยปกติแล้วในผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นผู้ใหญ่นั้นจะไม่มีอาการใดๆปรากฏในวัยเด็กหรือวัยรุ่นเลย โรคสะเก็ดเงินนี้ถือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการทำงานที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งส่งผลอย่างมากต่อผิวหนังของผู้ป่วย โดยสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือระบบภูมิคุ้มกันนั้นสร้างเซลล์ผิวหนังเร็วเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผิวหนังต้องถูกแทนที่วันเว้นวันเลยทีเดียว มันเร็วกว่าปกติมาก ส่งผลให้ผิวหนังเป็นเกล็ดหรือมีจุดสีแดงๆ ซึ่งนั่นจะทำให้หงุดหงิดและคันเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินนั้นจะต้องจัดการกับความหงุดหงิดและความคันที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ซึ่งเป็นภาระทางใจและก่อให้เกิดความเสียหายต่างๆตามมามากมาย
 
ผลกระทบด้านจิตใจของโรคสะเก็ดเงินต้องถือว่าเป็นเรื่องหนักอย่างแท้จริง ในอดีตคนไข้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินนั้นมักจะปิดตัวเองจากโลกภายนอก ไม่ต้องการที่จะออกไปข้างนอกและเปิดเผยโรคที่เขาเป็นอยู่ให้กับเพื่อนบ้านหรือเพื่อนสนิทได้เห็น ส่วนในยุคที่ทันสมัยมากขึ้นนั้นคนไข้บางคนกลัวผลกระทบของดวงอาทิตย์ ซึ่งนั่นถือเป็นตัวการอย่างหนึ่งที่ทำให้สภาพของโรคสะเก็ดเงินนั้นแย่ลงและเพิ่มโอกาสของการแตกออก เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงไม่อยากที่จะออกไปข้างนอกแม้แต่น้อย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คนไข้ที่เป็นโรคสะเก็ดเงินจึงเริ่มรู้สึกไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ขาดความสามารถในการเข้าสังคมและการใช้ชีวิตประจำวันไปอย่างปกติ


โรคสะเก็ดเงินนั้นมีรากฐานมาจากพันธุกรรมและเป็นโรคที่เกิดตามกรรมพันธุ์ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าคนไข้นั้นจำเป็นที่จะต้องรู้ว่าใครในครอบครัวของเขาที่เป็นโรคนี้มาก่อน ในทางกลับกันมันมีการส่งต่อผ่านสายโลหิต เมื่อคนไข้นั้นรู้ว่าตนเองเป็นโรคสะเก็ดแล้วเขามักจะได้รับกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เป็นปกติและเข้าหาแนวทางใหม่ของชีวิตซึ่งหมายถึงการทำความเข้าใจในโรค การใส่ใจกับการออกแดดในปริมาณมากเกินไป การเริ่มกินอาหารที่มีประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของโรคให้เป็นอันตรายน้อยลง และที่สำคัญอย่าลืมกินยา ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินส่วนใหญ่นั้นต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม ส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการยาทางเลือกหรือยาทางชีวภาพซึ่งใช้ได้ผลดีในบางกรณี

เราจะต้องเข้าใจถึงปัญหาต่างๆที่คนไข้โรคสะเก็ดเงินนั้นเผชิญหน้าอยู่ ในฐานะที่เราอยู่กันเป็นสังคม การที่จะช่วยเหลือและให้กำลังใจคนไข้เหล่านี้ให้กลับมาสู้และเอาชนะได้ มีวิธีที่ทำง่ายๆคือการหายาหรือสารเคมีที่ดีกว่ามาช่วยในการรักษาโรคนี้ เราควรจะหันมาตื่นตัวกับโรคร้ายนี้กันอีกด้วย
บทความนี้เป็นของ http://www.joelookyoung.com

ข้อเสียของการทำศัลยกรรมมีอะไรบ้าง


ข้อเสียของการทำศัลยกรรมมีอะไรบ้าง
 
   บางคนนี่ทำสวยก็สวยไปเลยบางคนทำเเล้วเฮียกไปเลยก็มีนะครับส่วนใหญ่ที่ทำเเล้วไม่ดีก็เพราะถูกนี่เเหละครับ
 
 
 เราก็จะมาพูดถึงผลเสียจากการทำศัลยกรรมกันนะคับ ศัลยกรรมพลาสติก เคยได้ยิน เคยรู้ใช่ไหมว่ามันคือวิธีของหมอสมัยใหม่ที่จะทำให้คนสวย คนหล่อ หรือทำให้ดูหนุ่ม ดูสาวขึ้น ศัลยกรรมพลาสติกจึงมีทั้งการดึงหน้า ดึงตา ฉีดสารบางอย่างเข้าไป ดูดไขมันบางส่วนออกมา ตัดส่วนเกิน เติมส่วนขาดของส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกาย และอีกหลายๆ อย่าง
 
เมื่อปีที่ผ่านมา ชาวอเมริกันกว่าล้านคนที่ทำศัลยกรรมนี้ โดยกว่า 50% ยอมรับว่าอยากสวย อยากหล่อเท่านั้นเอง โดยไม่ได้นึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ผู้คนเห็นว่าเรื่องการทำศัลยกรรมเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องธรรมดามากๆ แต่ถึงอย่างไรทางการแพทย์ก็ยังเตือนให้พึงระลึกไว้เสมอว่า
 
 
การผ่าตัดทุกครั้งมีความเสี่ยงสูงถึงชีวิตทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเพียงการผ่าตัดก้นย้อยของคนที่กำลังจะแก้ให้กลมกลึงดังสาวรุ่นนั้น หมอต้องจรดปลายมีดหลายครั้งกว่าการผ่าตัดหัวใจเสียอีก จึงไม่ต้องสงสัยว่า ผู้เข้ารับการผ่าตัดต้องสูญเสียเลือดไปเท่าใด และบางครั้งอาจถึงขั้นสูญเสียชีวิตได้ทีเดียว และอาจเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้บริษัทประกันไม่ยอมคุ้มครองการเจ็บป่วย อันเกิดจากการทำศัลยกรรมเพื่อเสริมสวยความงาม
 
ในขณะที่การแพทย์เตือนให้ผู้จะรับการผ่าตัดทำศัลยกรรมได้คำนึงถึงอันตรายและความเสี่ยงกันบ้าง เพราะแม้แต่องค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ ก็มีนโยบายเพียงตรวจสอบควบคุมเฉพาะยา อุปกรณ์การแพทย์และสารหรือวัสดุที่ใช้ในการนี้เท่านั้น ไม่ได้ควบคุมไปถึงขั้นตอนหรือกรรมวิธีการผ่าตัดของหมอด้วย
 
แต่ศัลยแพทย์ก็ออกมารับประกันความเสี่ยง โดยอ้างว่าเปอร์เซนต์ความเสี่ยงนั้นมีน้อยมาก ผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นมีเพียงภาวะการติดเชื่อและโรคหัวใจอันเนื่องมาจากการวางยาสลบ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอันขาด ท่านที่กำลังจะตัดสินใจทำศัลยกรรม ลองดูตัวอย่างความเสี่ยงอย่างต่ำที่สุดดู
 
ตัวอย่างการดึงตาซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายกว่าการดึงหน้า คนที่กำลังจะแก่ หนังตาจะตกต้องดึงไว้ก่อน หมอใช้เวลาเพียง 1 – 2 ชั่วโมงเท่านั้น ผลออกมาจึงเป็นที่พอใจและถูกใจของเจ้าของตาแทบทุกราย งานนี้แม้จะง่ายก็ยังไม่วายมีความเสี่ยง ซึ่งมีเพียง 5%ที่พบว่ามีปัญหาทุกครั้งที่หลับตา เป็นอยู่หลายเดือนและมีอีกหลายรายที่ไม่อาจหลับตาได้ตามปกติ บางรายมีภาวะการมองเห็นแย่ลง และมีอยู่ 0.5% ที่ถึงขั้นตาบอด
 
มีข่าวตีพิมพ์เกี่ยวกับผลข้างเคียงในการทำศัลยกรรมตกแต่งมากมาย ซึ่งเกิดอาการแทรกซ้อน มีสาเหตุมาจากอาทิเช่น พยาบาล แพทย์หรือผู้ที่ทำการผ่าตัดหรือทำศัลยกรรมตกแต่ง ขาดความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ขาดความระมัดระวังในการประกอบวิชาชีพ หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการเสริมความงามดังกล่าวเช่น ซิลิโคนหรือเต้านมเทียมซิลิโคน ที่ใช้ฝังในร่างกายนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ขาดความปลอดภัย หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น
 
หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการคุ้มครองผู้บริโภคในกรณีนี้ ก็คือ กองควบคุมการประกอบโรคศิลปะซึ่งมีหน้าที่ในการควบคุมดูแลประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ สำหรับในส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งได้แก่ ซิลิโคนหรือเต้านมเทียมนั้น กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มีหน้าที่ในการควบคุมกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
 

แน่นท้องมีวิธีการรักษาอย่างไร


แน่นท้องมีวิธีการรักษาอย่างไร
 
    หลายท่านคงเคยเกิดอาการไม่สบายท้อง จุกเสียด รู้สึกแน่นท้องกันมาบ้าง ตำแหน่งที่เกิดอาการคือ ช่วงท้องตอนบนตำแหน่งที่กระเพาะอาหารอยู่ อาการที่เกิดมักจะเป็นๆ หายๆ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่เกิดจากภาวะมีกรดเกินในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารเป็นแผลรวมถึงภาวะกรดย้อนกลับจากกระเพาะอาหารมาที่หลอดอาหาร ทำให้จุกแน่นบริเวณหน้าอกได้ รวมถึงภาวะอาหารไม่ย่อยหรือย่อยลำบาก ซึ่งอาการที่พูดถึงเป็นอาการไม่ใช่เป็นโรค
 
 
การรักษาส่วนใหญ่ คือ การให้ยาประเภทลดกรด มักจะตอบสนองต่อการรักษาได้ดี หลังจากทานยาอาการก็จะหายไป ซึ่งอาการจุกเสียดแน่นท้องอย่างที่กล่าวพบได้บ่อย และมักจะเป็นๆ หายๆ มีข้อสังเกตว่าอาการจุกแน่นดังกล่าวอาจจะนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ เช่น การมีแผลขนาดใหญ่ในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

อาการที่ควรจะสังเกต คือ
1. ในบุคคลที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไปที่พบอาการจุกเสียด แน่นท้องบ่อยๆ
2. ในบุคคลที่พบว่าน้ำหนักตัวลดลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ตั้งใจลด
3. มีปัญหาในการกลืน
4. มีภาวะอาเจียนอย่างรุนแรง
5. ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
6. รู้สึกหรือคลำก้อนได้บริเวณกระเพาะอาหาร
ถ้ามีสัญญาณอันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นหรือมีอาการปวดเรื้อรังทั้งๆ ที่รับประทานยาอยู่ ก็ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจโดยการส่องกล้อง แพทย์จะแนะนำผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป
มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่เกิดอาการ ให้รีบดูแลรักษาตัวเองดังต่อไปนี้
1. รับประทานอาหารมื้อละน้อยๆ เพื่อเป็นการพักกระเพาะอาหาร
2. รับประทานอาหารทานช้าๆ ค่อยๆ เคี้ยว
3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดหรือมีรสเปรี้ยว อย่างเช่น ส้ม มะเขือเทศ
4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน

5. ถ้ามีความเครียด ควรรีบหาทางขจัดออกไปเพราะความเครียดอาจจะทำให้อาหารไม่ย่อย
6. หยุดสูบบุหรี่หรือสูบให้น้อยลง ไม่ควรสูบทันทีหลังรับประทานอาหาร
7. ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์
8. หลีกเลี่ยงการใส่เสื้อผ้าที่แน่นเกินไปที่จะไปกดทับบริเวณกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้กรดในกระเพราะอาหารย้อนกลับมาในหลอดอาหารได้

9. ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังรับประทานอาหารหรืออิ่ม ควรออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารหรือ 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร
10. ไม่ควรนอนราบทันทีหลังรับประทานอาหาร

11. สำหรับอาหารมื้อเย็น หลังจากรับประทานอาหารแล้วควรรอ 3ชั่วโมงก่อนเข้านอน
12. ควรนอนหนุนหมอนสูงประมาณ 6 นิ้ว เพื่อช่วยให้กรดในกระเพาะอาหารไม่ย้อนกลับ
 
แต่ถ้ามีสัญญาณที่ไม่ดี เช่น อาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องไม่หายหรือมีอาการปวดมาก น้ำหนักลดลงเรื่อยๆ ถ่ายเป็นเลือด ให้สังเกตอาการจุกแน่นยอดอกจะไม่ใช่อาการกรดย้อนขึ้น อาจเป็นภาวะหัวใจขาดเลือดก็ได้ ถ้ามีอาการจุกแน่นร่วมกับหายใจขัด ปวดร้าวหัวไหล่ซ้าย เหงื่อออก บ่งชี้ว่าอาจมีอาการผิดปกติของหัวใจ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาทันที สนับสนุนข้อมูลโดย ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

อัมพฤกษ์-อัมพาตมีอาการเเตกต่างกันอย่างไร

อัมพฤกษ์-อัมพาตมีอาการเเตกต่างกันอย่างไร

        โรคหลอดเลือดสมองมักเป็นในผู้ที่มีอายุกลางคนจนถึงสูงอายุ ในสหรัฐอเมริกาจะมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ถึงปีละ 2 แสนคน! และจะเพิ่มขึ้นตามอายุ ฉะนั้นโรคนี้จึงเป็นปัญหามากเนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุในโลกนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในประเทศไทยในขณะนี้ (พ.ศ.2548) มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีถึง 10.2% และคาดว่าใน พ.ศ. 2568 จะมีผู้มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึง 20% stroke

        เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับที่ 3 ของโลก ในปี ค.ศ.2002 (2545) มีผู้เสียชีวิตจาก stroke ทั่วโลกถึง 5.5 ล้านคนเป็นหญิงถึง 3 ล้านคน ในประเทศไทยมีผู้เป็นโรคนี้ 150,000 คนต่อปี หรือ 1 คนทุก 4 นาที ประมาณการว่าผู้ป่วยโรคนี้ 1 คนใช้งบประมาณ 100,000 – 1,000,000 บาทต่อปีในการดูแลรักษาจะเป็นยอดเงินถึงปีละ 15,000 ล้านบาท ในปัจจุบันนี้ประชาชนชาวไทยมีความเสี่ยงต่อโรคนี้ถึง 18 ล้านคน ซึ่งน่าที่จะลดยอดนี้ได้ถึง 50% ซึ่งจะมีการรณรงค์ป้องกันโรคนี้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 2550 ซึ่งจะสามารถช่วยคนได้ 7.5 หมื่นคนต่อปี หรือจะเป็นการประหยัดเงินได้ถึง 7,500 ล้านบาทต่อปี



ปัจจัยเสี่ยงของการที่หลอดเลือดจะตีบและอุดตัน (atherosclerosis) ก็คล้ายๆโรคของหลอดเลือดตีบและอุดตันทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดของหัวใจ กล่าวคือ พันธุกรรม เพศชาย อายุ ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด ซึ่งพยาธิสภาพของหลอดเลือดมักมีขึ้นตั้งแต่เกิด แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย โดยทั่วๆไปแล้วก่อนที่จะมีอาการโดยเฉพาะที่หัวใจ หลอดเลือดมักต้องตีบ 50-75% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องมีการแตกของ “ก้อนไขมัน” ที่อยู่ใต้ผนังหลอดเลือดทำให้มีปฏิกิริยาและเกิดการอุดตันของหลอดเลือด ฯลฯ

ผู้ที่เป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตมักจะมีอาการขึ้นมาทันทีทันใด คือพูดไม่ได้ หรือ แขน ขาไม่มีแรง ชา หรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ความผิดปกติอาจเป็นแค่นี้ หรือเป็นมากขึ้น หรือดีขึ้น อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สาเหตุอาจเกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ถ้าขาดเลือด เพียงไม่กี่วินาทีจนถึงหลายนาทีอาจทำให้เกิดอาการอัมพฤกษ์อัมพาตได้ ถ้าเลือดสามารถไหลได้ตามปกติ ในระยะเวลาที่รวดเร็วผู้ป่วยอาจกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างครบถ้วน แต่ถ้าสมองขาดเลือดนานเกินไปเซลล์ของสมองอาจตายได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายจะไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม ถ้าอาการมีนานกว่า 24 ชั่วโมงถือได้ว่าเป็นโรคอัมพฤกษ์อัมพาตแล้ว

การไหลน้อยของเลือด ในหลอดเลือดสมอง อาจเกิดขึ้นได้ในกรณี ที่มีความดันโลหิตต่ำ เช่น จากการเต้นไม่เป็นจังหวะของหัวใจ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือจากการเสียเลือดและช็อก ถ้าหลอดเลือดสมองมีเลือดน้อยไปนานๆจะทำให้เกิดการตายของเซลล์สมองได้ ซึ่งจะนำไปสู่อัมพฤกษ์อัมพาต

อัมพฤกษ์-อัมพาต ยังเกิดได้จากการที่หลอดเลือดสมองแตก ทำให้มีเลือดออกไปกดเซลล์สมองและมีอาการต่างๆตามมา เวลามีอัมพฤกษ์-อัมพาตเกิดขึ้นแพทย์จะต้องวินิจฉัยสาเหตุให้ได้ว่าเกิดจากโรคอะไร หลอดเลือด มะเร็ง หรือโรคทางเส้นประสาทเอง ถ้าเป็นโรคของหลอดเลือดเอง ต้องวินิจฉัยให้ได้ว่าเป็นการตีบ อุดตัน หรือหลอดเลือดแตก เพราะการรักษาไม่เหมือนกัน ถ้าวินิจฉัยและรักษาผิดอาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้

การตีบของหลอดเลือดมักเกิดจากมีไขมันไปเกาะที่ใต้ผนังของหลอดเลือดใหญ่ที่อยู่นอกสมอง ไขมันนี้อาจหลุดและไหลไปอุดตันในหลอดเลือดที่เล็กกว่าในสมองทำให้เกิดอาการได้ หรือหลอดเลือดในสมองอาจมีการอุดตันเอง ผู้ป่วยอาจมีอาการเตือนมาก่อน คือ แขนขาไม่มีแรง แต่เป็นเพียงชั่วครู่ ถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัย รักษาที่ถูกต้องอาจจะเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาตได้ในโอกาสต่อมา

การอุดตันของหลอดเลือดสมองอาจมาจากก้อนเลือด(หรือไขมัน)ที่หลุดมาจากหัวใจหรือหลอดเลือดอื่นได้ ซึ่งในกรณีนี้อาการของอัมพฤกษ์-อัมพาตมักเป็นมากทันทีที่เกิดอาการ

การป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์-อัมพาตคือ การหาปัจจัยเสี่ยง คือความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง บุหรี่ อ้วน ไม่ออกกำลังกาย และความเครียด ฉะนั้นทุกๆคนจึงควรหมั่นวัดความดันโลหิต ความดันโลหิตมี 2 ระดับ บนเรียกว่า systolic ซึ่งไม่ควรสูงเกินกว่า 135 ระดับล่างเรียกว่า diastolic ไม่ควรสูงเกินกว่า 85 ควรวัดน้ำตาลในเลือดซึ่งควรอยู่ต่ำกว่า 100 มิลลิกรัม%

        ถ้าอยู่ระหว่าง 100-126 ถือว่าเป็นว่าที่เบาหวาน ถ้าสูงกว่า 126 ถือว่าเป็นเบาหวาน ต้องวัดไขมันในเลือด หา total cholesterol, triglyceride และ HDL ซึ่งไขมัน 2 ตัวแรกเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป ส่วน HDL ยิ่งสูงจะยิ่งดี จะป้องกันโรคหลอดเลือดตีบและอุดตัน total cholesterol ไม่ควรสูงเกิน 200 มิลลิกรัม% triglyceride ไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัม% HDL ควรสูงกว่า 50 มิลลิกรัม% ในชายและ 60 ในหญิง อัตราส่วนของ cholesterol ต่อ HDL ในชายควรต่ำกว่า 5 ในหญิงควรต่ำกว่า 4.5 นอกจากนั้นไขมัน LDL (low density liproprotein) ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีถ้ามีมากไป ควรจะต่ำกว่า 130 มิลลิกรัมในผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจ แต่ผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจหรือเป็นเบาหวาน (ถึงแม้จะยังไม่เป็นโรคหัวใจ) LDL ควรต่ำกว่า 100

โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูงควรได้รับการตรวจ วินิจฉัย รักษาภายใต้การควบคุมของแพทย์ แต่หลักการคือ ออกกำลังกายที่เหมาะสม และรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ หนึ่ง ต้องเป็นการออกกำลังกายที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและนานพอคือ 30-40 นาที สอง หนักพอคือให้หัวใจเต้นประมาณ 70% ของความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้ (วิธีคำนวณความสามารถสูงสุดที่หัวใจจะเต้นได้คือ 220-อายุ(ปี) เช่น คนอายุ 60 ปี = 220-60 = 160 ครั้ง 70% ของ 160 คือ 112 ครั้งต่อนาที) แต่ในทางปฏิบัติถ้าไม่มีเครื่องวัดชีพจรอาจไม่ต้องวัด แต่ออกกำลังกายให้รู้สึกเหนื่อย หอบเล็กน้อย และมีเหงื่อออก และสาม ต้องทำอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ วิธีการออกกำลังกายที่ดีคือการเดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ถีบจักรยานอยู่กับที่ เต้นแอโรบิก ฯลฯ

ขอบคุณบทความจาก http://www.eldercarethailand.com/content/view/312/59/

โรคตับแข็งมีวิธีการรักษาอาการอย่างไร


โรคตับแข็งมีวิธีการรักษาอาการอย่างไร
 
โรคตับแข็ง (Liver cirrhosis) เป็นโรคพบได้บ่อยโรคหนึ่ง โอกาสเกิดในผู้หญิงและในผู้ชายใกล้เคียงกัน เป็นโรคพบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูง อายุ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุ แต่โดยทั่วไป เป็นโรคของผู้ใหญ่
 
โรคตับแข็งจัดเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งค่อนข้างรุนแรง โดยในยุโรปพบอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับแข็งที่ 10 ปี นับจากมีอาการ สูงประมาณ 34-66% และในสหรัฐอเมริกา เป็นสาเหตุการเสียชีวิตสูงเป็นลำดับที่ 12 ในผู้หญิง และลำดับที่ 10 ในผู้ชาย
ตับเป็นอวัยวะสำคัญอวัยวะหนึ่ง มีหน้าที่หลายๆอย่าง ซึ่งเมื่อเกิดเป็นโรคตับแข็ง การทำงานของตับจะลดลง จึงก่อให้เกิดอาการต่างๆขึ้น
หน้าที่ของตับที่สำคัญ คือ ช่วยการสร้างโปรตีน กำจัดของเสียออกจากร่าง กาย สร้างน้ำย่อยอาหารเพื่อการดูดซึมไขมัน (น้ำดี) ช่วยสร้างสารภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรค ช่วยสร้างสารเพื่อการแข็งตัวของเลือด และเป็นแหล่งสะสมน้ำตาลให้ร่างกายเพื่อนำมาใช้เมื่อน้ำตาลในเลือดต่ำ

โรคตับแข็งเกิดได้อย่างไร?

โรคตับแข็ง เกิดจากการที่เนื้อเยื่อตับบาดเจ็บและถูกทำลายจากการ อักเสบเรื้อรังจากสาเหตุต่างๆ เนื้อเยื่อตับจึงกลายเป็นพังผืด ทำให้ตับสูญเสียการทำงาน โดยเมื่อเริ่มเกิดโรค ตับจะมีขนาดปกติได้ แต่ต่อมา เมื่อการอักเสบมากขึ้นจึงเกิดการบวมของเนื้อเยื่อตับ ตับจะโตคลำได้ (ปกติจะคลำตับไม่ได้ เพราะอยู่ใต้ชายโครง) แต่เมื่อการอักเสบเรื้อรัง เนื้อเยื่อตับเป็นพังผืดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื้อเยื่อตับจึงแข็งขึ้น (เป็นที่มาของคำว่า โรคตับแข็ง) และขนาดของตับจะหดเล็กลงเรื่อยๆ นอกจากนั้น เนื้อเยื่อตับที่เหลืออยู่ จะพยายามซ่อมแซมตัวเอง จึงเกิดเป็นปุ่มก้อนเนื้อขึ้น เมื่อร่วมกับการเกิดพังผืด จึงก่อให้ตับแข็งมีลักษณะเป็นตะปุ่มตะป่ำทั่วทั้งตับ

โรคตับแข็งมีสาเหตุจากอะไร ?

สาเหตุ หรือ ปัจจัยเสี่ยง ต่อการเกิดโรคตับแข็ง มีได้มากมาย แต่ที่พบบ่อย คือ
  • จากดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดย 60-70% ของตับแข็งเกิดจากสาเหตุนี้
  • จาก โรคไวรัสตับอักเสบ บี และ โรคไวรัสตับอักเสบ ซี (เป็นสาเหตุประมาณ 10%)
  • จากภาวะร่างกายมีเกลือแร่ (ธาตุ) เหล็กสูง เหล็กจึงไปสะสมในตับ ส่งผลให้เกิดตับแข็ง เช่น ใน โรคธาลัสซีเมีย(เป็นสาเหตุประมาณ 5-10%)
  • จากโรคต่างๆของท่อน้ำดี (เป็นสาเหตุประมาณ 10%) เช่น ท่อน้ำดีอักเสบเรื้อรังจาก โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง) หรือ ท่อน้ำน้ำดีตีบตันแต่กำเนิด
  • จากโรค หรือ ภาวะอื่นๆ เช่น ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด (เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง หรือ ยารักษาวัณโรค หรือ วิตามินเอเสริมอาหารปริมาณสูง) จาก โรคภูมิแพ้ตนเอง จากโรคไขมันพอกตับ (มักพบในคนอ้วน) จากตับติดเชื้อบางชนิด เช่น ติดเชื้อพยาธิใบไม้เลือด (Schistosomiasis พยาธิใบไม้ชนิดอาศัยอยู่ในหลอดเลือด) และจากโรคหัวใจล้มเหลว (ทั้งหมดเป็นสาเหตุรวมกันแล้วประมาณ 5%)

โรคตับแข็งมีอาการอย่างไร?

อาการที่พบได้บ่อยในโรคตับแข็ง คือ ไม่มีอาการเมื่อเริ่มเป็นโรค ต่อเมื่อเป็นมากแล้วจึงมีอาการ ซึ่งที่พบบ่อย คือ
  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร ผอมลง คลื่นไส้
  • อาจมีเส้นเลือดฝอยเกิดมากผิดปกติตามตัว และในฝ่ามือ
  • อาจมีตัว/ตาเหลือง (ดีซ่าน) จากการคั่งของสารสีเหลือง (บิลิรูบิน/Bilirubin) ซึ่งสร้างจากตับ (ปกติตับขับออกทางปัสสาวะ และน้ำดี) และอาการคันตามตัว เพราะสารสีเหลืองจากตับก่อการระคายต่อผิวหนัง หายใจมีกลิ่นจากสารของเสียที่สะสมในร่างกายเพราะตับกำจัดออกไม่ได้
  • ห้อเลือดง่าย เลือดออกแล้วหยุดยาก จากขาดสารช่วยการแข็งตัวของเลือดซึ่งสร้างจากตับ
  • ติดเชื้อต่างๆง่าย เพราะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคลดลงจากตับทำงานได้ลดลง
  • บวมหน้า มือ เท้า ท้อง เพราะโปรตีนในเลือดลดลงจากตับทำงานลดลง และความดันเลือดดำในตับสูงขึ้นจากการเกิดพังผืดของตับ จึงเกิดน้ำคั่งในท้อง
  • หลอดเลือดดำของอวัยวะต่างๆในท้องขยายตัว จากความดันเลือดดำในตับสูงขึ้น จึงแตกได้ง่าย ที่สำคัญ คือ หลอดเลือดดำของหลอดอาหาร ส่งผลให้อาเจียนเป็นเลือด
  • ม้ามโต จากมีเลือดคั่งเพราะความดันเลือดในตับสูงขึ้น นอกจากนั้นม้ามจะทำลายเม็ดเลือดแดงได้สูงขึ้น จึงเกิด ภาวะซีด
  • โรคไตวาย จากมีความดันเลือดในตับสูงขึ้น ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง
  • ระยะสุดท้าย เมื่อตับเสียการทำงานมากขึ้น สารของเสียเพิ่มมากขึ้น จึงส่ง ผลถึงสมอง เกิดภาวะมือสั่น และเกิดตับวายในที่สุด ส่งผลให้ สับสน และโคม่า

แพทย์วินิจฉัยโรคตับแข็งได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคตับแข็ง ได้จาก ประวัติอาการ ประวัติดื่มสุรา หรือประวัติทางการแพทย์ต่างๆ เช่น การใช้ยาต่างๆ การตรวจร่างกาย ตรวจเลือดดูค่าการทำงานของตับ ตรวจภาพตับด้วยอัลตราซาวด์ และ/หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ที่ให้ผลแน่นอน คือ ตรวจชิ้นเนื้อจากตับ โดย การตรวจทางพยาธิวิทยา และการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

รักษาโรคตับแข็งได้อย่างไร?

เมื่อเกิดโรคตับแข็งแล้ว ไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้ การรักษาจึงเพื่อ หยุด หรือ ชะลอการทำลายของเนื้อเยื่อตับ ซึ่งได้แก่
  • การรักษาสาเหตุ เช่น รักษาโรคหัวใจเมื่อมีโรคหัวใจเป็นสาเหตุ
  • การเลิก หรือ หลีกเลี่ยงสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ เช่น เลิกดื่มสุรา และไม่ซื้อยากินเอง
  • นอกจากนั้น คือ รักษาประคับประคองตามอาการ เช่น ให้ยาขับน้ำเมื่อมีอาการบวม และการรักษาผลข้างเคียงต่างๆจากโรคตับแข็ง
  • เมื่อตับทำงานได้ต่ำมาก การรักษา คือ การปลูกถ่ายตับ ซึ่งมีข้อจำกัดมาก จากการขาดแคลนผู้บริจาคตับ ปลูกถ่ายได้ผลเฉพาะในบางคนที่แข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวเท่านั้น และจากค่าใช้จ่ายในการรักษาที่ยังสูงมาก

มีผลข้างเคียงจากโรคตับแข็งไหม?

ผลข้างเคียงจากโรคตับแข็ง คือ คุณภาพชีวิตลดลงจากโรคและอาการต่างๆที่พบบ่อย คือ ภาวะซีด ติดเชื้อได้ง่าย แน่นอึดอัดท้อง จากม้ามโตและ/หรือมีน้ำในท้อง อาเจียนเป็นเลือด และไตวาย

โรคตับแข็งรุนแรงไหม?

โรคตับแข็ง เป็นโรคเรื้อรังรุนแรง เพราะเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต จากภาวะตับวาย และจากผลข้างเคียง เช่น ติดเชื้อรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด และไตวาย

ควรพบแพทย์เมื่อไร?

ดังกล่าวแล้วว่า เมื่อเริ่มเป็นตับแข็ง จะไม่มีอาการ ดังนั้นแพทย์สามารถตรวจพบโรคได้เมื่อเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี หรือ ควรตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ เมื่อมีปัจจัยเสี่ยง ดังกล่าว นอกจากนั้น คือ รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติดัง กล่าว

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคตับแข็ง ที่สำคัญ คือ
  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • รักษา สุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ
  • กิน อาหารมีประโยชน์ห้าหมู่ ให้ครบทุกวัน
  • หลีกเลี่ยง และเลิกปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ฉีดวัคซีนป้องกัน โรคไวรัสตับอักเสบ ตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • พบแพทย์ตรงตามนัด และรีบพบก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ เมื่อกังวลในอาการ

ป้องกันโรคตับแข็งได้อย่างไร?

การป้องกันโรคตับแข็ง คือ การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ ที่สำคัญ คือ ไม่ดื่ม/เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ บี และ ไวรัสตับอักเสบ ซี รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ และไม่ซื้อยากินเอง อย่างน้อยควรปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนเสมอ

บรรณานุกรม

  1. Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  2. Cirrhosis. http://en.wikipedia.org/wiki/Cirrhosis [2011, June 1].
  3. Heidelbaugh, J., and Bruderly, M. (2006). Cirrhosis and chronic liver failure: part I. Diagnosis and evaluation. Am Fam physician, 74, 756-762.
  4. Heidelbaugh, J., and Sherbondy, M. (2006). Cirrhosis and chronic liver failure: part II. Complications and treatment. Am Fam Physician, 74, 767-776.
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ พญ. พวงทอง ไกรพิบูลย์ พบ.
วว. รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลีย
ภาพ อินเตอร์เน็ต

ต้อกระจกคืออะไร


ต้อกระจกคืออะไร
 
ต้อกระจก คืออะไร ต้อกระจกเกิดจากการขุ่นตัวของแก้วตา (เลนส์ตา) โดยปกติแก้วตามีลักษณะใส ทำหน้าที่รวมแสง ให้ตกลงพอดีบนจอประสาทตา เมื่อเกิดต้อกระจก จอประสาทตารับแสงได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผู้ป่วยมีสายตาพร่ามัว เหมือนมองผ่านกระจกฝ้า แต่ไม่มีอาการอักเสบหรือเจ็บปวดใดๆ ยิ่งแก้วตาขุ่นขึ้น การมองเห็นก็จะลดน้อยลง
 
ต้อกระจก เป็นปัญหาทางสายตาที่มีผลต่อประชาคมโลกมานานครับ WHO ประเมินว่าทั่วโลก หกพันล้าน มีคนตาบอดประมาณ 35-40 ล้าน ซึ่งเป็นผลงานของต้อกระจกและโรคแทรกของมันถึง 45% โดยเฉพาะในแถบประเทศที่ไม่ร่ำรวยนักซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจัด (คุ้นๆเหมือนประเทศไทยไหมครับ)
ต้อกระจก คือการมัวของตาซึ่งเกิดจากความขุ่นในเนื้อเลนส์ในดวงตา ซึ่งมีหลายสาเหตุให้เกิด เช่น จากอายุที่มากขึ้น, โรคติดเชื้อในครรภ์มารดา, อุบัติเหตุ, การอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ, การรับรังสี, โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร, โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง, โรคทาง metabolic อีกเยอะ
นอกจากนี้ หากเกิดร่วมกับบางโรคอาจทำให้เลนส์ขุ่นขึ้นได้เร็วกว่าปกติ เช่น เบาหวาน เป็นต้น
อาการโดยทั่วไปของผู้เป็นต้อกระจก คือ
ตามัวลง โดยมากจะค่อยๆมัวลงช้าๆทีละน้อย นอกจากกรณีอุบัติเหตุ หรือโรคอื่นๆบางชนิด อาจมัวได้อย่างรวดเร็วการลดลงของ contrast sensitivity (การแยกความแตกต่างของความมืด-สว่าง) เมื่ออยู่ในที่แสงจ้า หรือการมองดวงไฟในเวลากลางคืนmyopic shift คือ การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เป็น ‘สายตาสั้น’ มากขึ้น คือการมองไกลจะ ไม่ค่อยชัด และการมองระยะใกล้จะชัดเจนกว่า พบในต้อกระจกบางชนิดmonocular diplopia คือ เห็นภาพซ้อนเหมือนมีวัตถุปกติใดใดมากกว่าหนึ่งอัน ทั้งที่มองด้วยตาข้างเดียวปวดตา และมีต้อหินแทรก อันนี้อันตรายครับ เพราะจะมัวไปเรื่อยๆ และแก้ไขให้มองเห็นใหม่ ได้ยาก หรือบางครั้ง ไม่ได้เลย
- อุบัติเหตุ ต้อกระจกเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย หากดวงตาได้รับอันตรายจากการกระทบกระเทือนอย่าง รุนแรง โดนของมีคมหรือ    สารเคมี หรือแสงรังสี
- โรคตาหรือโรคทางร่างกายบางโรค เช่น การติดเชื้อ โคเบาหวาน การรับประทานยาบางชนิด และโรค ตาบางโรคอาจจะ   เป็นสาเหตุหรือกระตุ้นให้เลนส์ตาขุ่นเร็วขึ้นได้
- กรรมพันธุ์และความผิดปกติแต่กำเนิด ในกรณีที่ผู้ป่วยยังเยาว์วัย ต้อกระจกเกิดขึ้นได้จากกรรมพันธุ์ หรือการติดเชื้อและการ   อักเสบตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น มารดาเป็นหัดเยอรมันขณะตั้งครรภ์
อาการเป็นอย่างไร- สายตามัวเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง - เห็นภาพซ้อน สายตาพร่า สู้แสงไม่ได้
รักษาได้อย่างไร- ในบางกรณีอาจใช้ยาหยอดตา เพื่อชะลอความรุนแรงของต้อกระจก- สลายต้อด้วยคลื่นอุลตร้าซาวด์ หรือ “เฟโค”- การใส่เลนส์แก้วตาเทียมจะใช้ในกรณีที่ต้อกระจกสุกและแข็งตัวมาก

หูดคืออะไร


หูดคืออะไร

ตอนนี้ผมกำลัง คิดหนักเลยเพราะมันขึ้หน้าผมเนี่ย  เซ็งจริงๆ ให้ตายดิวะ

หูดคือผิวหนังที่ติดเชื้อไวรัส papillomavirus เชื้อไวรัสนี้สามารถติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งโดยการสัมผัส
อาการของโรค

อาการจะเป็นก้อนที่ผิวหนัง ลักษณะผิวอาจจะเรียบ หรือขรุขระ สีอาจจะสีขาว ชมพู หรือสีน้ำตาล อาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ แต่ที่ๆพบบ่อยคือ นิ้วมือ แขน ขา
สาเหตุ

เกิดจากเชื้อ Papova virus เกิดจากการสัมผัสโดยตรงต่อเชื้อนี้ ระยะผักตัวประมาณ 1-6 เดือนแบ่งตามละกษณะของผื่น และตำแหน่งที่พบ
1.Verrucus vulgaris หูดธรรมดาลักษณะจำเพาะเริ่มเป็นเม็ดเดี่ยวหรือหลายเม็ดกระจายทั่วไป มีผิวขรุขระพบบ่อยที่ผ่ามือ ผ่าเท้า
2.Verrucus plana หูดราบ ลักษณะจำเพาะ คือ เริ่มเป็นเม็ด มีผิวหน้าแบนราบ สีเดียวกับผิวหนัง พบบ่อยบริเวณหน้า แขนด้านนอก
3.Condyloma acuminata หูดหงอนไก่ เป็นติ่งเนื้อนุ่ม สีชมพู เปื่อยง่ายมักพบบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก อ่านที่นี่
4.Plantar wart มักเป็นเม็ดแข็งฝังอยู่ใต้ผ่าเท้า มีผิวราบ
5.Filiform and Digitate warts เป็นติ่งยื่นออกจากผิวหนังพบบริเวณใบหน้าและคอ
การรักษา
พึงระลึกเสมอว่าหูดเกิดจากเชื้อไวรัสหายเองได้ 65 % ดังนั้นการใช้ยาทาไม่ควรใช้แรงเกินไป การรักษามีหลายวิธีควรเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง
1.การขูดออกโดยสันมีดหรือใช้ไฟจี้ Eletrodessication and curettage ใช้ไฟแรงไปอาจเกิดแผลเป็น และปวด
2.Cryosurgery เป็นการจี้ด้วย nitrogen เหลว และน้ำแข็งแห้งวิธีนี้สะดวก และไม่ไคร่เกิดแผลเป็น
3.การใช้ยาทาเฉพาะที่ เช่น 40% salicylic acid,10% Lactic acid,30-50% Trichloroacetic acid
4.หูดที่เป็นติ่งใช้กรรไกรเฉือนหลังใช้ยาชาเฉพาะที่พ่น
5.หูดหงอนไก่ใช้ 25% podophyllin
6.หูดที่ผ่าเท้า ห้ามใช้ไฟจี้ หรือตัดออก เพราะจะทำให้เจ็บเวลาเดิน วิธีการรักษา
•เฉือนให้บางลง หรือ
•ปิดด้วย 40%salicylic acid plaster หรือ
•ทาด้วย nitrogen เหลว หรือ
•ใช้มีดทู่ๆค่อยๆแซะหูด

ฟันครุฑมีอาการอย่างไร


ฟันครุฑมีอาการอย่างไร
“ฟันคุด” คือฟันที่ไม่สามารถขึ้นได้ในช่องปากนั่นเองครับ ฟันคุดที่พบมากในช่องปากจะอยู่บริเวณตำแหน่งด้านในสุดของขากรรไกรล่างทั้งซ้ายและขวา แต่ก็อาจจะพบฟันคุด ในบริเวณอื่นๆของขากกรรไกรด้วยนะครับ ในบางครั้งฟันคุดจะโผล่ขึ้นมาให้เห็นส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีการปวดร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจจะปวดมากขึ้น มีอาการบวม มีหนอง
 หากไม่เอาฟันคุดออกปล่อยไว้นานๆฟันข้างเคียงก็จะผุ ถ้าน้องๆไม่สนใจที่จะไปพบทันตแพทย์แทนที่เราจะต้องเอาฟันคุดออกแค่ซี่เดียวอาจจะทำให้ คุณหมอต้องเอาฟันข้างเคียงออกไปด้วยนะครับ ซึ่งกรณีนี้พี่หมอว่ามันเป็นผลเสียมากเลยละครับ นอกจากนั้นแล้วในหลายๆครั้ง ฟันคุดไม่ได้โผล่ออกมาให้เราเห็นในช่องปากเลยกรณีนี้ ต้องทำการ x-ray ถึงจะทราบว่ามีฟันคุดครับ
     ตามปกติแล้วน้องๆจะทราบว่ามีฟันคุดหรือเริ่มที่จะปวดฟันคุดได้ตั้งแต่อายุซัก 17-18 ปี เป็นต้นไป แต่ใครไม่ปวดก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีฟันคุดนะครับ บางที่การปวดฟันคุดตอนที่อายุ มากขึ้นกลับเป็นสิ่งไม่ดีเพราะ การผ่าตัดเอาออกทำได้โดยยาก และการหายของแผลก็ยากมากขึ้นด้วยครับ ทางที่ดีต้องน้องๆควรที่จะพบทันตแพทย์บ้างอย่างน้อยก็ซักปีละครั้งจะได้ให้คุณหมอช่วยตรวจฟันผุให้ด้วยนะครับ
ทำอย่างไรเมื่อรู้สึกว่ามีฟันคุด
• น้องควรรีบไปตรวจครับ อย่าเพิ่งซื้อยาทานเอง เพราะฟันคุดไม่สามารถหายได้จากการทานยานะครับ และถ้าน้องๆ ไม่มีโรคประจำตัวควรเอาฟันคุดออกให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ได้เกิดผลเสียที่จะตามมา การผ่าฟันคุดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด  ฟันคุดบางลักษณะสามารถ ผ่าออกได้ง่ายๆเทียบเท่าการถอนฟันครับ
 • หากมีความกังวลเกี่ยวกับการผ่าฟันคุดหรือต้องการสอบถามข้อมูลสามารถถามกับคุณหมอได้โดยตรง พี่หมอหมายความว่า ถ้าเรากลัวเราก็บอก คุณหมอไปเลยไม่ต้องไปอายนะครับ คุณหมอจะได้ให้การรักษาที่ระมัดระวังมากขึ้น จากที่ปกติที่ก็จะระมัดระวังอยู่แล้วละครับ
• ก่อนผ่าต้องแจ้งโรคประจำตัวของน้องๆให้คุณหมอทราบด้วยนะครับ รวมทั้งการแพ้ยาต่างด้วย ที่สำคัญน้องๆต้องปฎิบัติตัวภาย  หลังจากผ่าฟันคุดอย่างเคร่งครัดเลยละครับ
ภาพจาก อินเตอร์เน็ต

งูสวัดรักษาอย่างไร


งูสวัดรักษาอย่างไร
 
ยารักษางูสวัด (หมอชาวบ้าน)
“การป้องกันการเป็นงูสวัดก็คือ การรักษาสุขภาวะของร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ”

โรคงูสวัด เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่พบได้บ้างในประเทศไทย มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ Varicella zoster virus หรือเรียกย่อ ๆ ว่า VZV เชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคในคนได้ 2 โรค คือ โรคอีสุกอีใส และโรคงูสวัด
ครั้งแรกเป็น “อีสุกอีใส”
เมื่อร่างกายของเราได้สัมผัสเชื้อไวรัสชนิดนี้ในครั้งแรก มักจะมีอาการไข้ ตัวร้อนมาก่อนสัก 2-3 วันแล้วจึงเริ่มมีตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ รูปร่างของตุ่มน้ำใสจะคล้ายหยดน้ำบนใบบัว ขึ้นกระจายทั่วตัว และขึ้นเป็นรุ่น ๆ เป็นระลอก ๆ หลายรุ่น เมื่อเราสังเกตช่วงใดช่วงหนึ่งของโรคนี้จะพบเห็น “ตุ่มสุก ตุ่มใส” (ตุ่มน้ำใสทั้งที่เพิ่งเริ่มเป็น และตุ่มน้ำใสที่เต่งเต็มที่แล้ว) กระจายอยู่ทั้งร่างกาย ชาวบ้านจึงเรียกโรคนี้ว่า “โรคอีสุกอีใส” (ปัจจุบันบางคนมีความเห็นว่า “อี” เป็นคำที่ไม่สุภาพ จึงตัดคำว่า “อี” ออกเสีย และเรียกโรคนี้ว่า “โรคสุกใส”)

ครั้งที่สองเป็น “งูสวัด”
เชื้อไวรัส VZV นี้เมื่อเริ่มเข้าสู่ร่างกาย ทำให้เป็นโรคอีสุกอีใส ซึ่งมักเกิดในเด็ก และจะหายได้เอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ เมื่อหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสชนิดนี้จะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทของร่างกาย และรอเวลาที่เหมาะสมกับการเพิ่มจำนวนของไวรัส หรือเวลาที่ร่างกายอ่อนเพลีย ภูมิคุ้มกันลดลง อดนอน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จะใช้เวลานานเป็นสิบ ๆ ปี หลังจากที่เป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว และพบมากในผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุ บางคนจะมีภูมิต้านทานลดต่ำลงหรืออ่อนแอลง
เมื่อร่างกายอ่อนเพลีย ไวรัสที่หลบอยู่ ณ ปมประสาทก็จะกลับออกมาเพิ่มจำนวนอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้จะแสดงอาการของ “โรคงูสวัด”
ดังนั้น งูสวัด จึงมีสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส VZV ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นครั้งแรกจะเป็น “โรคอีสุกอีใส” แต่เมื่อกลับมาเป็นอีก จะเป็น “โรคงูสวัด” นั่นเอง (การใช้ยารักษาก็เป็นเช่นเดียวกัน)
งูสวัด…มักเป็นในช่วงที่ร่างกายอ่อนเพลีย
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้ที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว จะมีเชื้อไวรัส VZV สะสมหลบซ่อนอยู่ในร่างกาย พร้อมทั้งคอยรอเวลาว่าเมื่อใดที่ร่างกายของเราอ่อนเพลีย หรือมีภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เชื้อไวรัสชนิดนี้จะฉวยโอกาสออกมาเพิ่มจำนวนอีกครั้งหนึ่ง ทำให้เกิดเป็นงูสวัดได้
ดังนั้นวิธีง่าย ๆ ในการป้องกันการเป็นงูสวัด ก็คือการรักษาสุขภาวะที่ดีของร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ และมีภูมิต้านทานโรคที่ดี เชื้อไวรัสก็จะไม่ออกมาเพิ่มจำนวน และแสดงอาการของโรคอีกได้
อาการสำคัญของโรคงูสวัด
อาการของโรคงูสวัด แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้
 เริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการปวดแสบร้อนลึก ๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้ ทั้งนี้เพราะช่วงนี้ภูมิต้านทานของร่างกายลดต่ำลง ทำให้เชื้อไวรัสเริ่มเพิ่มจำนวน เกิดการติดเชื้อ ณ ระบบประสาท จึงมีอาการปวดแสบร้อนลึก ๆ ในระดับเส้นประสาท
 หลังจากที่ปวดแสบร้อนได้ประมา 2-3 วัน จะเข้าสู่ระยะที่ 2 เริ่มมีผื่นแดง ต่อมากลายเป็นตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ (รูปร่างคล้ายหยดน้ำกลิ้งบนใบบัว) เรียงกันเป็นกลุ่ม ๆ เป็นแนวยาว ๆ ตามเส้นประสาทของร่างกายเป็นหย่อม ๆ เช่น ตามความยาวของแขน หรือตามความยาวของขา หรือรอบเอว รอบหลัง หรือศีรษะ เป็นต้น ตุ้มน้ำใสเต่ง ๆ ของงูสวัดนี้จะแตกออกเป็นแผลต่อมาก็จะตกสะเก็ด และหายได้เองภายใน 2 สัปดาห์
  เมื่อตุ่มแตก และแผลหายดีแล้ว (ระยะที่ 3) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะยังมีอาการปวดแสบร้อนลึก ๆ ตามรอยแนวของโรคที่เกิดขึ้น ในบางคนอาจเกิดได้อีกเป็นเดือน หรือหลาย ๆ เดือน โดยเฉพาะผู้สูงอายุบางคนอาจมีอาการปวดแสบร้อนลึก ๆ หลังจากที่แผลหายดีแล้วเป็นปี ๆ
งูสวัด…ถ้าพันรอบเอวจะตาย…จริงหรือ?
เนื่องจากรอยโรคของงูสวัด ส่วนใหญ่จะเป็นตุ่มน้ำใสเต่ง ๆ เรียงเป็นกลุ่ม ๆ เป็นแนวยาวตามเส้นประสาทซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายเท่านั้น จากประสบการณ์กว่า 20 ปี ยังไม่เคยพบผู้ที่เป็นงูสวัดทั้ง 2 ด้านของร่างกายเลย (ยกเว้นในผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลียมาก ๆ หรือผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อเป็นงูสวัดแล้ว โรคจะลุกลามมากกว่าปกติ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้)
ผู้ป่วยทั่วไปที่เป็นงูสวัดมักจะหายได้เอง เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อพบว่า ไวรัสมารุกราน ก็จะเริ่มกระบวนการทำงานและจัดการกับเชื้อไวรัสได้ในที่สุด จึงไม่เคยพบงูสวัดชนิดที่เป็น 2 ด้าน หรือพันรอบเอว
นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นงูสวัดก็จะหายเองเป็นปกติ แต่ต้องใช้เวลา 2 สัปดาห์ และไม่เคยพบคนตายจากงูสวัดเลย
สรุป “งูสวัด…ถ้าพันรอบเอวจะตาย…จริงหรือ?” เป็นความเชื่อ…แต่ไม่เป็นความจริง
ยารักษางูสวัด…มีจริงหรือ?
ปัจจุบันมียาต้านไวรัสชื่อ อะซัยโคลเวียร์ (acyclovir) ซึ่งมีการใช้ยานี้มากว่า 20 ปีแล้ว เป็นยาที่ได้ผลดี “โรคงูสวัดมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ Varicella zoster virus หรือเรียกย่อ ๆ ว่า VZV” เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัส VZV จึงได้ผลดีทั้งผู้ป่วยโรคงูสวัดและอีสุกอีใส (รวมถึงโรคเริมด้วย) มีทั้งรูปแบบยาเม็ดยาแคปซูล ยาทา และยาฉีด
แต่ยานี้เป็นยาที่แปลกกว่ายาอื่นในแง่วิธีใช้ เพราะยาชนิดนี้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้น้อย แถมมีระยะเวลาออกฤทธิ์ในร่างกายสั้น จึงมีวิธีใช้ที่มีความถี่มากกว่ายาทั่วไป ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคงูสวัดและอีสุกอีใส ควรได้รับยาเม็ดในขนาด 800 มิลลิกรัม กินวันละ 5 ครั้งทุก 4 ชั่วโมง (ยกเว้นเวลากลางคืน) และควรใช้ติดต่อกันนาน 7-10 วัน
นอกจากยาชนิดกินแล้ว ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจให้ยาแก่ผู้ป่วยในรูปแบบของยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำโดยตรง ขนาดครั้งละ 500 มิลลิกรัม หยดเข้าสู่หลอดเลือดดำวันละ 5 ครั้ง และควรใช้ติดต่อกันนาน 7-10 วันเช่นกัน
ส่วนยาอะซัยโคลเวียร์ชนิดครีมทาภายนอกนั้น ไว้ใช้สำหรับโรคเริม แต่ใช้ไม่ได้ผลกับงูสวัดและอีสุกอีใส
นอกจากยาอะซัยโคลเวียร์แล้ว ยังมียาอีก 2 ชนิด คือ วาลาซิโคลเวียร์ (valaciclover) และแฟมซิโคลเวียร์ (famciclovir) ซึ่งมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกับยาอะซัยโคลเวียร์ แต่มีข้อดีกว่าคือ กินวันละ 3 ครั้งเท่านั้น (ยาอะซัยโคลเวียร์ ต้องกินวันละ 5 ครั้ง)
อย่างไรก็ตามยาทั้ง 2 ครั้ง (วาลาซิโคลเวียร์และแฟมซิโคลเวียร์) ยังมีราคาค่อนข้างสูง เพราะมีแต่ผู้ผลิตต้นตำรับของแต่ละรายเท่านั้น ไม่เหมือนกับยาอะซัยโคลเวียร์ ที่ปัจจุบันหมดสิทธิบัตรคุ้มครองเอกสิทธิ์ของยาแล้ว (น่าจะเรียกว่า “ผูกขาด” มากกว่า) หลังจากที่หมดสิทธิบัตร ทำให้มีผู้ผลิตจำนวนมากผลิตยาอะซัยโคลเวียร์ออกสู่ตลาด ส่งผลให้ราคายาชนิดนี้ถูกลงจากเดิมหลายเท่าตัว และเมื่อใช้ยาเหล่านี้แล้วก็ได้ ผลดีในการรักษาเหมือนเช่นเดิม
ถึงตอนนี้ขอตั้งข้อสังเกตเล็กน้อยว่า “เมื่อยาหมดสิทธิบัตรแล้ว ราคายาจะถูกลงมาก”
จะให้ได้ผลดี…ควรเริ่มใช้ยาอะซัยโคลเวียร์ให้เร็วที่สุด เนื่องจากยานี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส ยาจึงมีประโยชน์ในช่วงที่ไวรัสกำลังเพิ่มจำนวน คือตั้งแต่เริ่มมีอาการปวดแสบปวดร้อนในระยะแรก (ยังไม่ขึ้นตุ่มน้ำใส) จนถึงระยะที่ 2 ก่อนที่ตุ่มน้ำใสจะแตกออกโดยทั่วไปจึงแนะนำว่า ควรใช้หลังจากพบตุ่มน้ำใสแล้วไม่เกิน 2-3 วันจึงจะได้ผลดีที่สุด
ตัวอย่างเช่น มีผู้ป่วยรายหนึ่งมีอาการปวดหัวบริเวณกลางกระหม่อม และที่หน้าผากมาประมาณ 2-3 วัน ต่อมามีผื่นขึ้นที่กลางกระหม่อม และลามมาที่หน้าผาก เป็นตุ้มน้ำใสเต่ง ๆ คาดว่าต่อไปเชื้อไวรัสอาจลามมาที่ตา และอาจส่งผลต่อการมองเห็นได้
ในรายนี้เมื่อผู้ป่วยได้รับเป็นยาอะซัยโคลเวียร์ชนิดเม็ด ขนาด 800 มิลลิกรัม กินวันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) เมื่อได้ใช้ยาไปเพียง 1-2 วัน ตุ่มน้ำใสก็หยุดการลุกลาม และหยุดอยู่แค่ที่หน้าผาก (ยังไม่ลามเข้าที่หนังตาและลูกตา) พร้อมทั้งตุ่มน้ำใสเริ่มเหี่ยวลง ไม่เต่งเหมือนเดิม เมื่อใช้ยาต่ออีก 4-5 วัน ก็ตกสะเก็ด ต่อมาจึงหายเป็นปกติ
ดังนั้น การใช้ยาชนิดนี้เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส จึงควรให้ยาให้เร็วที่สุด เพื่อหยุดการลุกลามของโรค แต่ถ้าโรคงูสวัดลุกลามเต็มที่แล้ว เช่น เมื่อผู้ป่วยเริ่มตกสะเก็ดแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยานี้ หรือใช้ยานี้แล้ว ก็จะไม่เกิดประโยชน์ในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสแต่อย่างไร กลับเป็นการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุอีกด้วย
การใช้ยาทุกครั้งจะต้องมองถึงความคุ้มค่า และใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น
เป็นงูสวัดไปรักษากับหมอจีน ดีไหม?
อีกประเด็นหนึ่งที่พบได้บ่อยเมื่อผู้ป่วยเป็นงูสวัด คือ การไปรักษาแบบแพทย์แผนจีน ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมจ่ายยาสมุนไพรมาปิดพอกทับที่ตุ่มและแผลของงูสวัด
จากประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่า การนำสมุนไพรจีนมาพอกปิดที่ตุ่มน้ำใส และแผลของงูสวัดนั้นเกิดประโยชน์น้อย ไม่คุ้มค่า คืออาจจะช่วยบรรเทาอาการได้บ้าง แต่ผลเสียที่ตามมาค่อนข้างมาก คือมักทำให้เกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนทีแผลของงูสวัด และทำให้แผลหายช้าลงกว่าปกติ
ปัจจุบันจึงไม่แนะนำให้ไปพอกยาจีนที่ตุ่มและแผลของงูสวัดแล้ว ประกอบกับมียาแผนปัจจุบันที่ได้ผลดีกว่าอย่างชัดเจน ถ้าผู้ป่วยงูสวัดที่ต้องการใช้ยา จึงแนะนำให้ใช้ยาอะซัยโคลเวียร์เป็นดีที่สุด “คุ้มค่าปลอดภัย และประหยัด”
การดูแลแผลของูสวัด
นอกจากนี้ เมื่อตุ่มน้ำใสแตกเป็นแผลเปิด ก็ควรดูแลสุขอนามัยของแผลเช่นเดียวกับแผลทั่วไป เช่น การล้างแผลและทำแผลให้สะอาด ปราศจากเชื้อแบคทีเรียในรายที่มีแผลเป็นจำนวนมาก อาจพิจาณาเลือกใช้ยาปฏิชีวนะคล็อกซาซิลลิน (cloxacillin) เพื่อช่วยลดการติดเชื้อแบคทีเรีย ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ควรไปแกะเกาที่ตุ้มน้ำใสหรือแผล เพราะจะทำให้ลุกลามเป็นมากขึ้น หายยากขึ้นด้วย
ที่มา kapook.com